เขียนจริงเมื่อวันที่ 4/6/08

     วันนี้จะมาเล่าเกี่ยวกับเมือง ยามางาตะ เพราะเราได้ออกไปขี่จักรยานเล่นรอบๆ สำรวจเมือง สบายใจมากๆ

ความรู้สึกที่สุขใจเวลาที่มีลมเย็นๆประทะหน้าแบบนี้เราทำหายไปนานมาแล้ว พึ่งจะรู้สึกอีกทีก็เมื่อมีโอกาส

ได้ออกมาขี่จักรยานเล่นแบบนี้นี่แหละ ว่าไปความรู้สึกมันก็คล้ายกับเวลาที่พาน้องหมาขึ้นรถแล้วมันชอบ

ตะกายไปเกาะขอบหน้าต่างรถเพื่อให้ลมปะทะหน้าเล่นอย่างมีความสุขนั่นเอง ไม่เชื่อลองทำดูแล้วจะรู้จ้า

     ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้ออกมาขี่จักรยานเล่นแบบนี้ รู้แต่ว่ามากกว่าสิบปีแน่นอน ยังจำได้

สมัยนั้นทุกวันที่กลับจาก รร. ต้องออกมาเจอแก็งค์เด็กข้างบ้านประมาณ 5 คนรวมตัวกันแข่งจักรยาน ไม่งั้นก็

จะออกผจญภัยสำรวจไปยังซอยต่างๆ ค้นพบทางใหม่ๆที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน แปลกดีเหมือนกันที่ตอนนั้น

ก่อนจะเริ่มออกตัว ไม่เห็นมีใครคิดถึงจุดหมายเลยซักคน เพราะความสนุกมันอยู่ที่สิ่งที่เราจะได้เจอระหว่าง

ทางใหม่ๆที่พวกเราร่วมกันค้นพบด้วยตัวเอง แค่นี้ก็มีความสุข สนุก กันได้มากมาย ผิดกับตอนนี้

มาลองคิดดูว่าถ้าเรานึกสนุกชวนเพื่อนๆไปขี่จักรยานเล่นโดยไม่มีจุดหมายกัน จะมีซักกี่คนกันนะ

ที่ยกมือขอ ร่วมทางไปกับเราด้วย จริงอยู่ที่ว่าการตั้งจุดหมายเอาไว้ในใจมันสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิต

แต่บางทีมันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะ บางทีก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเพื่อจะไปให้ถึงจุดนั้นแล้ว

เราหลงลืมความสนุกเอาไว้ข้างหลังหรือเปล่า

     กลับเข้ามาสู่เรื่อง ยามางาตะ ดีกว่าเน๊อะ เมืองนี้เป็นเมืองเกษตรกรรม ของขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ เชอรี่

ซึ่งอร่อยมากๆ (ไม่มีโอกาสได้ชิมพันธุ์็ที่ขึ้นชื่อเพราะว่าแพงมากกกก) เมืองนี้ปลูกทุดสิ่งอย่างที่ปลูกได้

อาจจะเป็นเพราะสภาพอากาศที่มีครบทุกฤดู หน้าหนาวก็หนาวสุดขั้ว หน้าร้อนก็ร้อนสุดขีด จึงทำให้เพาะปลูก

ได้หลายอย่างผลัดเปลี่ยนกันไปตามฤดู อากาศที่นี่ก็โคตรบริสุทธิ์เรียกว่าบ้านน๊อกบ้านนอกเลยก็ว่าได้

มองไปรอบๆเมืองทั้ง 360 องศาจะล้อมรอบไปด้วยภูเขาสวยมากๆ

     เดือนนี้ (มิถุนายน) อากาศกำลังสบายๆ ไม่หนาวไม่ร้อนเหมาะแก่การออกไปเดินเล่นชมนกชมไม้ ต้นไม้

พึ่งจะผลิดอกออกใบกันมาทักทายชาวโลกอีกครั้งหลังจากหลับไหลพักผ่อนกันมาอย่างยาวนานในหน้าหนาว

สัตว์ต่างๆก็เริ่มออกมา enjoy กับธรรมชาติกันแล้ว มีทั้งนกสวยๆแปลกที่เราไม่เคยเห็นที่เมืองไทยพากัน

ออกมาบินเล่นส่งเสียงเจื้อยแจ้วกันเต็มไปหมด มันคงจะ update เรื่องราวระหว่างที่ไม่ได้เจอกันในหน้าหนาว

เพราะต่างคนก็ต่างบินหนีหนาวกันไปเขตร้อน ไม่แน่บางตัวอาจจะบินมาถึงเมืองไทยก็ได้ใครจะรู้ 

(คงมีคนรู้แต่กรูไม่รู้) ตามข้างทางก็มีดอกไม้สีสวยมากมายให้เราหยุดดูหยุดชมกันให้ความรู้สึกของการ

เริ่มต้นชีวิตใหม่ดีจริงๆ ถ้าใครกำลังเศ้าอยู่ได้ออกมาเจอบรรยากาศแห่งความมีชีวิตชีวาแบบนี้คงจะเศร้า

ได้ไม่นาน ก็บรรยากาศมันเต็มไปด้วยการถ่ายทอดพลังซะขนาดนั้น ใครจะมามัวนั่งเศร้าอยู่ได้

     ขี่จักรยานผ่านคันนามีเป็ดว่ายน้ำเล่นอยู่ด้วย น่ารักมากกกกก ตื่นเต้นไปหมดกับทุกอย่างรอบๆตัว

วิเคราะห์ได้ว่าเป็นอาการ ตื่นธรรมชาติ ซึ่งอาการนี้จะพบได้มากจากเด็กที่เกิดและโตมาในเมืองหลวง

ที่ไม่ค่อยจะมีพื้นที่สีเขียวให้ได้สัมผัสนั่นเอง 

     คิดแล้วก็สงสารเด็กในเมือง มันจะไม่ให้ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ได้ไงในเมื่อมันไม่มีที่ให้ออกไปวิ่งเล่น ผจญภัย

ในเมื่อไม่เคยได้สัมผัสธรรมชาติ แล้วมันจะไปมีใจรักธรรมชาติได้ยังไง เมื่อไม่เคยได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่

ของธรรมชาติก็จะมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวกันไปซะงั้น นึกแล้วก็อิจฉาเด็กที่โตแถวนี้ มันมีให้เห็นทุกฤดูเลยอ่ะ

นึกภาพออกเลยว่าจะเล่นอะไรได้บ้าง.............น่าสนุกจัง

 

 

     พึ่งจะเป็นเวลาบ่ายอ่อนๆตอนที่เราลุกออกมาจากร้านกาแฟ ที่มีชีสเค้กที่อร่ิยจับใจ ยังมีเวลาเหลือ เราเลย

ตัดสินใจย้อนขึ้นเขากันอีกครั้ง เพื่อที่จะไปดู  nunobiki herb park ที่เป็นสวนพฤษชาติซึ่งอยู่บนเขาสูงลิบ

คราวนี้เราไม่เดินย้ินกลับกันแล้วแต่หันมาใช้บริการ แท๊คซี่ กันแทน (ใครจะไปเดินขึ้นเขาอีกรอบไหว)

คุณลุงคนขับใจดีมาก พอนำเรามาส่งจนถึงทางขึ้นแล้วยังอธิบายให้ฟังว่าจะต้องเดินไปขึ้นกระเช้าทางไหนอีก

ด้วยมีใจบริการเอ็นดูนักท่องเที่ยวขนาดนี้เอาไปเลย ห้าดาว เราเลือกที่จะขึ้นกระเช้าไปบนจุดที่สูงที่สุดก่อน

แล้วจะค่อยๆเดินดูสวนและพันธุไม้ต่างๆลงมาจนถึงจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

      จุดแรกที่เราขึ้นไปพบเป็นสวนกุหลาบซึ่งจัดไว้อย่างสวยงาม มีทั้งดอกเล็กดอกใหญ่ดอกกลางจัดวางสวย

งามให้ผู้คนเดินเข้าไปจับไปชมไปดมกันอย่างเสรี ตรงกลางมีลานกว้างเอาไว้ให้จัดกิจกรรมต่างๆ หัวข้อกิจกรรม

ในวันนี้ก็คือ Jazz Festival แต่น่าเสียดายที่พอเราไปถึงนั้นเป็นเวลาพักของนักดนตรีัเราเลยอดฟัง

ได้แต่เดินเลื่ยงเข้าไปชมผลิตภัณฑ์จากดอกกุหลาบ รวมไปถึงพวกน้ำหอมกลิ่นกุหลาบต่างๆอีกด้วย

      

      ระหว่างทางที่เดินผ่านก็มีจุดมุมจัดซุ้มสวยงามเอาไว้ให้คนที่เดินผ่านไปมาได้ แวะพักแวะนั่ง แวะถ่ายรูป

ชื่นชมความงดงามของดอกไม้ใบหญ้าต่างๆกันอย่างจุใจ

     หลังจากเดินลงเขาชมความสวยงามของพืชพันธุ์ต่างๆแล้วเราก็เดินมาถึงโดมเรือนกระจกที่เป็นที่แสดง

พืชเขตร้อน ซึ่งก็มีการจัดวางได้อย่างสวยงามน่าชม ในนั้นเราก็ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าที่คุ้นเคยหาเจอได้

ตามบ้านเกิดเรา และก็มีบางประเภทที่ตั้งแต่เกิดมาเรายังไม่เคยได้มีโอกาสได้พบปะชื่นชมเลยอีกด้วย

ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านเค้ามีต้นอะไรกันบ้าง เพราะของที่มันแปลก

แตกต่างไปจากที่เราเคยเห็นมักจะดึงดูดความสนใจของเราได้เสมอ

 

  เดินชมนกชมไม้ไปเรื่อยเปื่ิยยังไม่ทันว่าจะรู้สึกเหนื่อย เราก็ลงเขามาจนถึงทางออกเสียแล้ว รวดเร็วว่องไว

ประหนึ่งว่ากลิ้งแข่งกันลงมาทีเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้รู้จักพันธุ์พืชมากนักและไม่ค่อยมีความรู้

ซักเท่าไรก็เลยเดินเร็วไปซักนิด แต่ก็แอบแวะถ่ายรูปมาได้เยอะอยู่ และก็เป็นธรรมดาที่ดอกไม้สีสรรสดใส

จะมีผู้คนลายล้อมเข้าไปชื่นชม ดอมดม และถ่ายรูปคู่อยู่เสมอ ทิ้งให้พวกไม้ใบเขียวทั้งหลาย

เป็นตัวประกอบอดทนอยู่นั่นเอง

   

 

 

 

    มาต่อหลังจากที่เยี่ยมชมบ้านทั้งหลายเสร็จแล้วเราก็เดินขึ้นเขาไปอีกนิดนึง จะมีจุดชมวิว

ให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาเยี่ยมชม แต่คงไม่ค่อยมีคนรู้เส้นทางเลยไม่มีคนอื่นๆเลย ตรงจุดชมวิวจะทำ

เป็นรูปโค้งเหมือนระเบียงที่ยื่นออกมาจากเขา และก็มีเก้าอี้ให้นั่งมองวิวเมืองโกเบ ในวันที่อากาศดีจะมอง

เห็นได้ไกลเลยทีเดียว แวะนั่งพักได้ไม่นานก็เห็นป้ายรูปวิวเดียวกับจุดที่เรายืนอยู่เลย เป็นป้ายบอกสถานที่

สำคัญต่างๆที่สามารถมองเห็นได้จากจุดชมวิวจุดนี้ แต่ที่เรียกร้องความสนใจของเราไม่ใช่ป้ายแต่เป็น

เศษกระดาษเล็กๆมากมายที่ถูกหย่อนไว้ในกรอบของป้ายๆนี้ มองผ่านๆอาจจะเหมือนว่ามีคนมักง่ายมาทิ้งเศษ

กระดาษเอาไว้ แต่จริงๆแล้วมันคือตั๋วรถไฟต่างหาก   อาจจะฟังดูธรรมดา แต่ว่าจริงๆแล้วมันไม่ธรรมดา

ตรงที่ตั๋วรถไฟเหล่านั้นน่ะมาจากที่ต่างๆทุกสารทิศในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทำให้นึกภาพตามได้ว่า

มีคนจากทีไหนบ้างที่ได้มาเยี่ยมยืน แวะชมวิวตรงจุดนี้กันแล้วบ้าง และที่สำคัญตั๋วพวกนี้มันมาเป็นคู่

    เสร็จสิ้นการชมวิวบนเขาแล้ว เราก็เดินทางกลับ เดินลงเขามาเรื่อยๆ ระหว่างทางบ้านเรือน

ร้านรวงต่างๆ ตกแต่งได้น่ารัก น่าชม มากๆเป็นแนวตะวันตก แต่แอบน่ารักและก็เก๋มากๆ

สร้างความประทับใจให้บังเกิด (อีกแระ) ระหว่างทางก็จะมีรูปปั้นต่างๆวางไว้ให้หยุดู ยืนมอง

ถ่ายรูปเล่นเพลินๆเดินแป็บเดียวก็ถึงกลางเมืองซะแล้ว

    เดินกันต่อไปเข้าสู่ย่านไชน่าทาวน์ คนเยอะแยะมากมาย ย่านนี้เรียกว่า Motomachi ซึ่งก็จัดว่า

เป็น ไชน่าทาวน์เล็กๆ แต่ขอบอกว่าถ้าหากจะจัดอันดับกันล่ะก็ ไชน่าทาวน์ ที่นี่ต้องติดอันดับ

ไชน่าทาวน์ที่สะอาดที่สุดแน่ๆเลยทีเดียว ทั้งที่เป็นย่านที่หนาแน่น สับสนวุ่นวายแบบจีนๆ

ที่มีทั้งขายของใช้ ขายอาหาร อยู่ตามรายทางแต่ก็ยังแอบมีความเป็นระเบียบ และสะอาดๆแบบญี่ปุ่น

อยู่อย่างล้นหลาม ว่าไปก็ดูเป็นส่วนผสมที่เข้ากันอย่างประหลาดตาใช่ย่ิิอย เราเดินดูอาหารข้างทางไปเรื่อยๆ

จนท้องเริ่มหิวเอวเริ่มกิ่ว แล้วเราก็มาถึงเป้าหมายของเรา ซึ่งก็คือร้านซาลาเปาชื่อดังซึ่งมีคนเข้าคิวรอซื้อทุกวัน

 มองเผินๆอาจจะดูเหมือนว่าแถวไม่ยาวเพราะหน้าร้านเห็นมีคนยืนต่ออยู่แค่สองสามคน แต่ที่ไหนได้มองมาอีก

ฟากถนนคิวยาวเฟื้อยเลยทีเดียว ถามมาได้ความว่าที่เค้าต้องต่อแถวกันอยู่อีกฟากถนนก็เพราะว่า ถ้าต่อแถว

ยาวไปมาวกวนอยู่หน้าร้านนั้น หางแถวก็จะต้องไปบดบังหน้าร้านข้างๆทำให้คนเดิน เข้าออกได้ไม่สะดวก

อย่างนี้นี่เอง ช่างมีความเกรงใจและคิดเผื่อแผ่กันดีแต๊

 รอคิวอยู่ซักพักก็ได้เข้าไปกินในร้าน รสชาดก็แปลกไปจากของไทยนิดหน่อย เพราะไส้มันจะค่อนข้างมันกว่า

ของไทยและจะชุ่มด้วยน้ำซุปที่ซึมออกมาจากเนื้อหมู เวลากินเค้าก็จะกินกับมัสตารท์และจิ้มโชหยุเล็กน้อย

แก้เลี่ยน เสร็จแล้วก็ตบท้ายด้วย ชาเขียวร้อน แค่นี้ก็สบายใจแล้ว

       กินเสร็จเราก็ออกเดินทางกันต่อเดินดูของกินไปมาก็ทะลุมาอีกด้านของไชน่าทาวน์แห่งนี้ เราก็ออกเดินต่อ

ไปยังด้านที่เป็นท่าเรือ ตรงนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ Port Tower เป็นสิ่งก่อสร้างโครงเหล็กสีแดง สูงไม่มากนักแต่ก็น่ารัก

น่าเอ็นดูด้วยรูปร่างสัดส่วนเหมือนสาวเอวคอดสะโพกผาย หรือจะมองอีกอย่างก็ละม้ายคล้ายกับขวดซอสยี่ห้อ

Kikkoman ยังไงก็ไม่รู้ (ใครไม่เคยเห็นหาดูได้ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป) 

      ขวดซอสสีแดงอันใหญ่นี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ติดกับทะเล และมองเลยออกไปก็จะเห็น Harborland อยู่ไกลๆ

มีสัญลักษณ์เป็นชิงช้าสวรรค์ติดทะเล ในวันที่อากาศดีถ้าเราได้ขึ้นไปชมวิวก็คงจะมองเห็นทิวทัศน์ได้อย่าง

กว้างไกลเลยทีเดียว

     เดินเล่นถ่ายรูป ไปซักพักก็เข้าไปถึง shopping center ที่มีชื่อเรียกว่า Mosaic Carden เดินเข้าไปถึงปุ๊บ

นึกว่าตัวเองหลงไปอยู่ใน Pier 39 ที่ San Francisco ซะแล้ว บรรยากาศโคตรจะเหมือน ทั้งบรรยากาศทั้ง

การจัดวาง ตบแต่ง ร้านค้า โอ้ เหมือนจริงๆ  ดีนะเนี่ยที่คนที่เดินไปมานั้นยังหัวดำส่งภาษา โน๊ะๆเน๊ะๆกันอยู่

ไม่งั้นคงจะนึกว่าตัวเองเผลอข้ามประตูสารพัดที่ของโดราเอมอนมาซะแล้ว ตลอดทางที่ติดกับทะเลก็มีม้านั่งไม้

ตัวใหญ่ๆให้คนเอาไว้นั่งพักชมทะเลกันอีกด้วย

      บรรยากาศดีขนาดนี้เราเลยมองหาร้านนั่งจิบชา กินเค้กหามุมถ่ายรูป มองทะเล มองคนกันอย่างสนุกสนาน

 ตรงนี้เป็นศุนย์รวมของคนทุกเพศทุกวัยกันเลยทีเดียว นั่นวัยรุ่นคู่รักจูงมือกันมา บางคู่ก็กินไอติมจากถ้วย

เดียวกันหยอกล้อกันไปมาน่าเอ็นดู จนอยากจะเดินเข้าไปซื้อมาให้อีกถ้วยจะได้ไม่ต้องแย่งกันกิน!!!!! ฮึ่มๆๆๆ

      ถัดมาเป็นคู่สูงวัยมาเที่ยวกันสองคน นั่งมองทะเลไม่ได้หยอกล้อกันเหมือนคู่เมื่อกี้แต่ก็สื่อกันได้ด้วยใจ

มาถึงขนาดนี้คงไม่มีการแย่งกินไอติมกันอีกแล้ว คงจะมีก็แต่ผลัดกันกินผลัดกันประคับประคองมากกว่า

โล่งอกไปทีคู่นี้เราไม่จำเป็นต้องซื้อไอติมไปแจก!!!!

      หันไปอีกด้านก็เจอครอบครัวใหม่ พาลูกคนแรกออกมาเดินเล่นเข็นรถเข็นเด็กมา ครอบครัวเค้าเอากล้อง

วีดีโอ มาถ่ายเจ้าตัวน้อยในรถเข็นซะด้วย เป็นดาราหน้ากล้องแต่เด็กเลยเชียว อีกทางก็เป็นแก็งค์คุณลุง

ช่างถ่ายภาพ ประมาณ 7 - 8 คนได้แต่ละลุงสะพายกล้องมืออาชีพกันมา กระจายตัวกันหามุมถ่ายภาพกันอย่าง

แข็งขันเลยทีเดียว สงสัยจะเป็นชมรมถ่ายภาพ อยากเห็นรูปที่พวกคุณลุงถ่ายจังเลยนอกจากจะสวยแล้ว

คงมีเรื่องราว

     กลุ่มสุดท้ายที่เราแอบมองก่อนจะลุกออกจากร้านกาแฟก็คือกลุ่ม วัยรุ่น (แรก)  อายุศิริรวมแล้วน่าจะร่วม

200 ปีได้ เป็นแก็งค์ ที่เราอยากจะเดินผ่านเพราะน่ารักมากกว่าน่ากลัว สมาชิคแก็งค์คงจะมาเดินเล่นดูของ

แล้วก็เมื่อยเลยหยุดนั่งพักอยู่ตรงม้านั่ง คุยกันฟุ้งเหมือนไม่เจอกันมานาน ทั้งสามคนดูสดใสและมีความสุข

คุณยายในกลุ่มนั้นยังมีแวะเดินมาทักทาย น้องเบบี๋ในรถเข็นอีกด้วย เห็นแววตาของคนแก่ที่มองเด็กตัวน้อยๆ

แล้วก็รู้สึกได้ถึงความสุขบางอย่างที่มันซึมอยู่ในใจ กว่าคุณยายจะมีแววตาแบบนี้ คุณยาย ผ่าน เห็น อะไรมา

มากมาย เวลาที่ได้มองชีวิตใหม่ตัวน้อยๆที่ผ่านโลกมาได้เพียงไม่กี่วันนั้น ภาพในใจของคุณยายนั้นเป็นภาพ

แบบไหนกันนะ