จั่วหัวมาแบบนี้ คาดว่าสาวกผู้รักการกินทั้งหลายคงให้ความสนใจมิใช่น้อย

 โดยเฉพาะชาวดาว (entry นี้เพื่อชาวดาวโดยเฉพาะ) รูปตรึม ขอบอก โหลกันให้ตายไปข้าง

เนื่องจากวันนี้ที่บริษัทพาไปกินเลี้ยงประจำปี พนักงาน part time อย่างเราก็เนียนไปกะเค้าด้วย

ไม่ได้หรอก ตั้งแต่มาอยู่นี่ กินแต่ของถูกๆ ร้านดีๆไม่เคยได้เข้ากะเค้าเลย งานนี้ไม่พลาดแน่นอน

ร้านนี้ชื่อร้านว่า Tonkons Gintei ซึ่งร้านนี้เป็นร้านรวมฮิต หมู๋ๆๆๆๆ

กล่าวคือ อาหารทุกอย่างใช้หมูเป็นส่วนประกอบจ้า  และกล่าวโดยเว่อร์เฉกเช่นรายการ ทีวีแชมป์เปี้ยน

ก็ จะต้องมีการพาไปดูฟาร์มหมูซึ่งส่งเนื้อให้กับร้านนี้ ซึ่งหมูของที่นี่ส่งตรงมาจาก

เมือง Kiriahima จังหวัด Miyazaki ซึ่งทางร้านโฆษณาไว้เลยว่า หมูของที่นี่นั้นถูกเลี้ยงดูอย่างดี

โดยผู้ดูแลที่เอาใจใส่ และให้อาหารที่ถูกสุขลักษณะ และเลี้ยงดูอย่างดีในสภาพแวดล้อมที่อ่อนโยน

โอ๊วววววววววววว ว่าแล้วมาดูหน้าตาของ ชุด ชาบูเซ็ทที่เราจะกินกันวันนี้ดีกว่าจ้า

น่ากินมั้ยล่ะ แค่เห็นก็น้ำลายไหลยืดซะแร๊ววววว

นั่งปุ๊บ อาหารจานเรียกน้ำย่อย มาปั๊บทันใจไวเหมือนโกหก

 

จากซ้ายมาขวา 

สิ่งแรก คือหมูชิ้นเล็กๆคล้ายๆแฮมคลุกมากับซอสที่ทำจากมิโซะ กินแกล้มกับมะนาวฝานบางๆ

           รสชาดบรรยายไม่ถูก แต่ก็อร่อยดีค่ะ

ต่อมา   เต้าหู้ที่ทำจากงา เสริฟพร้อมกับซอสที่คาดว่าจะเป็น มิโซะกับปลาแห้ง หรือกุ้งแห้ง ซักอย่าง

           เต้าหู้ก็อร่อยดี แต่ติดใจซอสแฮะ รสชาดคล้ายน้ำพริกเผาบ้านเรา แต่ไม่มีรสเผ็ดเท่านั้นเอง

ท้ายสุด เป็นหมูสไลด์กับซอสอะไรซักอย่างรสชาดเหมือนแฮมค่ะ อร่อยดี เย็นๆ

 

จากถัดมาอร่อยมากกกกกกกกกกกก

 เมนูที่ชาวอ้วนต้องกรี๊สสสสส หมูสามชั้น ละม้ายคล้ายพะโล้มากค่ะ รสชาดใกล้เคียง

มีชื่อว่า Kakuni ( Buta no kakuni )  นุ่มหอมมากเลยอ่าาาาา คืนนี้คงฝันถึง

จานต่อมา

หน้าตาเหมือนคอหมูย่างบ้านเฮา อ่ะเด้อ แต่รสชาดอ่อนไปหน่อย ถ้ามีน้ำจิ้มแจ่วมาด้วยจะเริดมากฮ่ะ

 และแล้วววว พระเอกก็มาชาบูพร้อม

น้ำซุปที่นี่เป็นน้ำนมถั่วเหลืองค่าาาาา แต่เค้าไม่ซดน้ำกันนะ เก็บไว้เซอร์ไพรซ์ตอนท้ายเด้อ

พอเริ่มเดือด หนุ่มหล่อก็เดินมาพร้อมบ้องไม้ไผ่อันนี้

สิ่งนี้มีชื่อว่า Tukune ค่ะ เป็นหมูสับหมักกับอะไรหลายสิ่งอัน อะไรบ้างไม่รู้ แต่ว่าอร่อยโคตร

พนักงานจัดการตัดเป็นก้อนๆใส่ลงในหม้อโลด

 หลังจากนั้นส่วนประกอบอื่นๆก็ตามกันมา

ชุดผักจัดวางมาสวยงาม

และที่ขาดไม่ได้คือ....... หมูๆๆๆๆๆ

ชิ้นใหญ่ได้ใจมาก จานนี้เป็นเนื้อสีข้างค่ะ อร่อยมากอ่ะ นุ่มๆๆๆ

อันนี้เป็นเนื้อรมควันค่ะ รสดีใช้ได้

แล้วหม้อก็เดือดพล่าน

 รายการจิ้มจุ่มก็เริ่มขึ้นอย่างไว

ทุกคนคีบเนื้อแล้วก็แกว่งๆลงไปในหม้อ จนเนื้อเปลี่ยนสี 

หลังจากนั้นก็มาพักไว้ในน้ำจิ้ม ซึ่งใส่ต้นหอมซอย กับหัวไชเท้าบดค่ะ

น้ำจิ้มก็รสชาดดีค่ะเนียนๆอร่อยเข้ากับเนื้อดีเลยหุๆ

พอชิมเนื้อกันไปแล้วผักก็ถูกเติมลงในหม้อจ้า

 

 

 น่ากินมั้ยเอ่ย

 พอเนื้อหมดก็มีการสั่งเพิ่มฮ่ะ

คราวนี้เป็นเนื้ออบ กับเนื้อแถวซี่โครง ซึ่ีงจะมันไม่เยอะเท่ากับอันที่ผ่านๆมา แต่ก็อร่อยนะ

อิ่มหนำกันเรียบร้อย น้ำซุปที่เหลือมีทีเด็ด พนักงานเข้ามาถามว่าจะเอาไปทำกับซอสอะไรดี

ทุกคนเลือก "อาราเร่" ซอส ซึ่งคือ rice cracker

สอบถามมาได้ความว่า ซุปที่เหลือนั้นเค้าจะเอาไปทำเป็น rice soup หรือข้าวต้มนั่นเอง

แต่มีการปรุงรสด้วยซอสต่างๆซึ่งทางร้านมีให้เลือกค่ะ

หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้

น่ากินมาก ขนาดอิ่มแล้วยังต้องขอเติม ฮ่าๆๆๆ รสมันเนียนๆ ละมุนๆลิ้น

เพราะซุปเป็นน้ำนมถั่วเหลือง ประกอบกับความหวานจากเนื้อและผักต่างๆที่เราลวกกันไปก่อนหน้านั้น

(เออ พึ่งนึกได้ คล้ายๆเอ็มเค เน๊อะ ที่บางคนเติมข้าวลงไปในหม้อซุป หลังจากกินเสร็จ อารมณ์เดียวกันอ่ะจ้า)

เสร็จแล้ว ตบด้วยของหวานประจำฤดู

 

เป็น พุดดิ้งที่ทำจากข้าว กินแกล้มกับไอสครีมองุ่น และมีองุ่นปอกเปลือกแถมมาให้อีกหนึ่งลูก

หวานๆเปรี้ยวๆแก้เลี่ยนได้ดีเลยค่ะ

 

จบแย๊วววว หิวเลยอ่ะดิ ฮ่าๆๆๆ

 

 ปล.คนที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชมเว็ปของทางร้านได้ที่นีจ้า

<http://www.tonkons.com>

http://www.tonkons.com/

 

      เป็นเหมือนกันมั้ย เวลาอ่านหนังสือ ดูหนัง หรือฟังเพลง

อะไรก็แล้วแต่

ที่เค้าเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "ความสุข"

เคยรู้สึกกันบ้างมั้ยว่าทำไม โลกพวกนั้นมันช่างสวยงามซะจนเหมือนจะจับต้องได้

ตัวเราโตมาในสมัยที่การ์ตูนญี่ปุ่นแพร่หลาย ได้อ่านเรื่อง "ความรัก" "ความสุข" มาก็มากมาย

อ่านไปเยอะก็เลยเหมือนโดนสะกดจิต เลย "เชื่อ" ว่าชีวิตคนเรามันต้องเต็มไปด้วยความสุขแน่ๆ

ปัญหาต่างๆถึงแม้มันจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายทุกอย่างก็จะคลี่คลาย 

แล่วทุกคนก็จะกลับมามี "ความสุข" กันอีกครั้งหนึ่ง ไม่ยากเลยถ้าเราพยายาม

นั่นเป็นสิ่งที่ "เค้า" ว่ากันมา และเด็กโง่ อย่างเราก็เชื่อหมดใจ

ทำอะไรไม่เคยได้คิดซับซ้อน ทำไปตามใจสั่งเพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหน 

โอกาสที่จะจบแบบแย่ๆมันก็คงมีไม่เยอะหรอก

ไม่เชื่อลองดูคนทั่วๆไปดูสิ ข้างนอกนั้น ใครๆก็ดูมีความสุขดี หัวเราะยิ้มแย้มกันออกให้ทั่ว

ไม่ค่อยจะเห็นใครเดินร้องไห้กันกลางถนนซะหน่อย ถึงจะมี ก็คงจะน้อยมาก

แล้วเราก็คงไม่ซวยถึงขนาดต้องโตมาเป็นคนส่วนน้อยพวกนั้นนั่นหรอกน่า

ว่าแล้วก็มองโลกในแง่ดีกันต่อไปเหอะ ชีวิตมันไม่ได้ยากอะไรเลยไม่ใช่เหรอ

แค่มีความสุขเท่านั้นก็น่าจะพอ

     แต่เมื่ออายุเข้าเลขสาม โลกก็เปลี่ยนอย่างฉับไว

ไม่รู้ว่ารอยต่อมันอยู่ตรงไหน แต่อยู่มาวันหนึ่งโลกมันก็เปลี่ยนไป

จริงๆแล้วโลกมันไม่ได้เปลี่ยน แต่ประสบการณ์ และตัวเราต่างหากที่เปลี่ยนไป

เมื่อได้พบได้คุยกับคนมากขึ้น เราก็เริ่มสงสัยในคำว่าชีวิต

........เพื่ออะไร............เพื่ออะไร.............

แล้วความสุขที่ว่ากันว่ามันหาง่ายอ่ะ มันอยู่ไหน

มีใครเคยรักษามันไว้ได้ตลอดหรือเปล่า

แม้กระทั่งคนที่เรามองว่าเค้ามีดีพร้อมทุกอย่าง

เค้าก็ยังไม่สามารถ รักษาความสุขเอาไว้ได้เลย

     มนุษย์ ดิ้นรนไขว่คว้าหาความสุขเสมอ

ไม่แปลกที่ความสุขที่คนเราเคยมีเคยได้

จะกลายมาเป็นความซ้ำซากจำเจในวันหนึ่ง

น่าแปลกที่คนเราไม่เคย "ได้" ในสิ่งที่ต้องการ

และถึงแม้ว่าใครบางคนจะ "ได้" มันไปแล้ว

แต่เค้าก็ไม่สามารถที่จะรักษามันเอาไว้เป็นความสุขตลอดไปได้เลย

หรือที่จริงแล้ว "ความสุข" มันไม่ได้มีอยู่จริง

บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าที่เค้าบอกต่อๆกันมา

ทั้งที่ความจริงมันจบไปนานแล้ว.........แค่นั้นเอง

 

 

 

Melodies of Life

posted on 02 Oct 2009 10:27 by doraaomon

 

 

 

Alone for a while I've been searching through the dark
    For traces of the love you left inside my lonely heart
    To weave by picking up the pieces that remain
    Melodies of life--love's lost refrain
     
    Our paths they did cross, though I cannot say just why
    We met, we laughed, we held on fast, and then we said goodbye
    And who'll hear the echoes of stories never told?
    Let them ring out loud till they unfold
    In my dearest memories, I see you reaching out to me
    Though you're gone, I still believe that you can call out my name
     
   * A voice from the past, joining yours and mine
     Adding up the layers of harmony
     And so it goes, on and on
     Melodies of life,
     To the sky beyond the flying birds--forever and beyond
     
    So far and away, see the bird as it flies by 
    Gliding through the shadows of the clouds up in the sky 
    I've laid my memories and dreams upon those wings 
    Leave them now and see what tomorrow brings
     
    In your dearest memories, do you remember loving me?
    Was it fate that brought us close and now leaves me behind?
     
   * Repeat
     
    If I should leave this lonely world behind
    Your voice will still remember our melody
    Now I know we'll carry on
    Melodies of life
    Come circle round and grow deep in our hearts
    As long as we remember
  <object width= " title=" " class="" />

 

ดอกไม้บนฟ้า

posted on 15 Aug 2009 19:52 by doraaomon
   เมื่อคืนนี้ ดาวทุกดวงบนท้องฟ้า ที่ยามางาตะ

พร้อมใจกันหรี่แสงให้กับ ดอกไม้ที่แข่งกันบานอยู่บนท้องฟ้า 

ที่งานฉลองเทศกาลฤดูร้อนของเมืองเล็กๆ

แต่ก็ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก 

ดอกไม้ไฟดูที่ไหนก็ได้ แต่ดูเมื่อไหร่ก็จับใจเสมอ 
 
 
ดอกไม้เรืองแสง
 
 
 
ลองเข้าไปดูใกล้ๆ
 
 
 
หรือถอยมาดูไกลๆ
 
 
สีสวยมากมาย
 
 
 
ดกกไม้ไฟมีพลัง
 
 
 
 
 
 เรืองรองในความมืด
 
 
น่ารักเหมือนสัตว์ใต้ทะเล
 
 
หรือเหมือนดอกไม้ทะเล
 
 
ดูมีชีวิตชีวา
 
 
สดใส สดใส รื่นเริง
 
 

 
 
 
จบแล้วฮ่าๆๆๆ หนีไปดื้อๆซะงั้นแหละ
 
 
 
 
 

ALWAYS

posted on 25 Jul 2009 12:26 by doraaomon

     ไม่ได้เขียนซะนาน คราวนี้มาแนะนำหนังดีๆให้ไปหาดูกันจ้า

 ไม่เคยเขียนรีวิวหนังเลย แหะๆ ว่ากันตามความรู้สึกละกันเด้อ เรื่องนี้มีชื่อว่า

" ALWAYS sunset on the third street " หรือมีชื่อภาษาไทยว่า

" ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม "

 

     จริงๆแล้วหนังเค้าออกมาตั้งนมนานแต่ไม่มีโอกาสได้ไปหาดูเลยซักที

และเผอิญอีกที่กลับบ้านคราวนี้ ไปเดินเจอมันลดราคาอยู่ คนจนอย่างเราเลยไม่พลาด

รีบซื้อมาดูให้หายข้องใจ และก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

      หนังเค้ามีสองภาค จริงๆแล้วภาคแรกก็จบลงในตัวอยู่แล้ว

แต่แนะนำว่าให้หาภาคสองมาดูด้วยจะสร้างความประทับใจ

แบบติดหนึบอยู่ในใจเลยทีเดียวเชียวน๊าา

     มาเข้าเรื่องกันเลย ตัวหนังพูดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น

ในช่วงหลังสงครามมาประมาณสิบสามปี

ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นกำลังเริ่มฟื้นสร่างจากความโศกเศร้า สูญเสีย และพ่ายแพ้จากสงคราม

เปิดเรื่องมาโชว์ความเป็นอยู่ ของชาวญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้นได้อย่างสวยงามและดูสมจริง

ทำให้คนดูค่อยๆซึมซับเอาความรู้สึกนึกคิด

และธรรมชาติของคนในยุคสมัยนั้นไปโดยไม่รู้ตัว

เหมือนได้เดินเข้าไปสู่ยุคสมัยนั้นเลยก็ว่าได้

     เนื้อเรื่องกล่าวถึงชีวิตของคนไม่กี่คนที่อาศัยอยู่ในถนนสายเล็กๆแห่งหนึ่ง

โดยเน้นไปที่ตัวละครหลักคือ นักเขียนไส้แห้งคนหนึ่ง

ที่บังเอิญตกปากรับว่าจะดูแลเด็กซึ่งเพื่อนของสาวบาร์คนหนึ่งทิ้งไว้ให้

และโดยไม่รู้ตัวความโดดเดี่ยวของทั้งสามชีวิตก็ถูกละลายโดยความผูกพันที่เพิ่มมากขึ้น

ทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามแน่นแฟ้นและลึกซึ้ง

แต่แล้วโชคชะตาก็กลั่นแกล้งให้ทั้งสามต้องพรากจากกันอย่างไม่เต็มใจ

ส่วนทั้งสามจะหาทางกลับมาอยู่ร่วมกันได้หรือไม่นั้นคงต้องตามชมกันเอง

    นอกจากเรื่องความซับซ้อนของอารมณ์และความสัมพันธ์แล้ว

หนังยังแสดงให้เห็นถึง"จิตใจ" ที่ไม่ยอมแพ้ของชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นซึ่งสะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจน

โดยใช้หอโตเกียวเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความไม่ยอมแพ้หรือท้อถอยของชาวญี่ปุ่น

ที่พร้อมจะสลัดความพ่ายแพ้จากสงคราม และลุกขึ้นมาสู้เพื่อความเจริญก้าวหน้า

ของประเทศอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นนิสัยที่ทำให้คนญี่ปุ่นมี "พลัง" ที่สามารถ

เปลี่ยนประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆให้รุ่งเรืองได้อย่างในทุกวันนี้

     นอกจากจะใช้หอโตเกียวเป็นสัญลักษณ์แล้ว นิสัยของตัวละครในเรื่องยังแสดงออกถึง

"ความไม่ยอมแพ้"

ของชาวญี่ปุ่นผ่านทางตัวละครเช่น เพื่อนบ้านซึ่งเป็นเจ้าของร้านซ่อมรถเล็กๆ

แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความฝันและความพยายาม โดยมีความ มุ่งมั่นว่าซักวันร้านเล็กๆจะเติบโต

เป็นบริษัทใหญ่ได้อย่างแน่นอน และเด็กฝีกงานในร้านซึ่งเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่

โดยที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์เลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ยอมท้อถอย

กลับเพิ่มความพยายามและขยันขันแข็งที่จะเรียนรู้โดยไม่เลิกล้มความตั้งใจง่ายๆ

     ความประทับใจเล็กๆน้อยๆที่สอดแทรกอยู่ในหนังตลอดทั้งเรื่อง ก็คงจะเป็น ความรัก

ความผูกพันของตัวละคร ซึ่งแสดงออกมาได้อย่างสวยงาม เช่น ในตอนที่ลูกชายร้านซ่อมรถ

ซึ่งถูกตามใจซะจนเห็นว่าความ รักและความห่วงใยของแม่ที่มีให้เป็นเรื่องน่าเบื่อน่ารำคาญ

ได้พาเพื่อนซึ่งถูกแม่ทอดทิ้งออกเดินทาง ไปตามหาแม่และได้พบความจริงว่าในโลกนี้

ยังมีเด็กที่ไม่ว่าจะพยายามซักแค่ไหน การที่จะร้องขอ ตามหาความรักจากคนที่เรียกว่าแม่นั้น

อาจไม่เป็นผลเลยก็ได้ หรือตอนที่นักเขียนไส้แห้งเก็บเงินซื้อแหวนไปขอสาวบาร์ให้มาอยู่ด้วยกัน

แต่มีตังค์ซื้อได้แค่กล่อง แต่เธอก็ซาบซึ้งจนขอให้เค้าสวมแหวนที่ไม่มีอยู่จริงวงนั้นให้กับเธอ

     การผูกปมปัญหาต่างๆในเรื่อง แม้จะเป็นปมที่ธรรมดาไม่ซับซ้อน

แต่กลับเสริมให้หนังสมจริงมากขึ้น เพราะไม่ว่าชีวิตใครก็คงเจอปมแบบนี้เหมือนกันท้งนั้น

ถึงแม้ว่าตอนจบจะสวยงามเหมือนฝัน แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

เพราะว่าบางทีชีวิตคนเราก็อาจจะต้องการแค่ตอนจบที่สวยงาม

แค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ.....

 

 ปล. หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากการ์ตูนชุดเรื่อง Sanchome no yuhi ของ Ryohei Saigan

ซึ่งวางขายเป็นตอนๆ โดย ผู้กำกับ Takashi Yamazaki

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมาย แต่ที่เด่นๆคือรางวัล Japan Academy

ซึ่งได้รับทั้งหมด 12 สาขาจากที่ถูกนำเสอนทั้งหมด14 สาขา

 

 

 

 

     จะว่าไปแล้วชาวญี่ปุ่นนั้นช่างใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติเหลือเกิน

สังเกตได้จากเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นสีของเสื้อผ้าในแต่ละฤดู

ว่ากันว่า ชุด กิโมโน นั้นก็จะมีการใส่ใจรายละเอียด เลือก สี และ ลาย ให้เหมาะสมกับแต่ละฤดูกันเลยเชียว

รวมไปถึงอาหารการกิน ก็จะมีการเลือกสรรให้เหมาะสมกันในแต่ละฤดูอีกเช่นกัน

อย่างหน้าร้อนก็จะกินอะไรเย็นๆ อย่างโซเม็ง หรือซารุโซบะ ที่บางครั้งก็เสริฟเส้นมาบนน้ำแข็ง

ให้ซดพร้อมกับซุปเย็นๆ กินแล้วลื่นคอดีแท้ (ว่าแล้วก็หิวขึ้นมาเลยเชียว)

กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ  ด้วยความละเอียดและใส่ใจธรรมชาติของคนญี่ปุ่นนี่แหละ

ที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีเทศกาลชมดอกไม้ (โอฮานามิ) มาแต่สมัยโบราณ 

โดยเทศกาลนี้นั้น จะเน้นไปที่การชมดอกซากุระบานเป็นหลัก เนื่องจากว่า

ดอกซากุระนั้นจะบานเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น และระยะเวลาในการบานก็จะบานเพียงแค่

ประมาณหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น แต่เมื่อซากุระร่วมใจกันบานอย่างพร้อมเพรียงแล้วละก็

ใครเล่าจะอดใจไหว จึงไม่แปลกที่ในเทศกาลชมดอกไม้นั้น จะได้เห็นชาวญี่ปุ่นอุ้มลูกจูงหมา

ออกมาเที่ยวชมซากุระ ปูผ้านั่นใต้ต้นซากุระ พร้อมทั้งจิบสาเก และกินขนมดังโหงะไปด้วย

มองดูแล้วก็ได้อารมณ์เหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นที่เคยอ่านในสมัยเด็กๆยังไงก็ไม่รู้

แต่ว่ายังไม่เห็นใครเมาแก้ผ้าเต้นเหมือนในการ์ตูนแค่นั้นเอง (นี่ชั้นอ่านการ์ตูนประเภทไหนกันเนี่ย)ฮ่าๆ

แต่เนื่องด้วยการมีพื้นที่จำกัดก็ทำให้การไปชมดอกไม้นั้น อึดอัดไปบ้างเพราะประชาชนทั้งหลาย

ต่างก็หลั่งไหลกันมาจับจองพื้นที่ปูเสื่อใต้ต้นไม้กันเป็นทิวแถว ชาวต่างด้าวอย่างเรา

จึงได้แต่เดินแอบดูเอาเท่านั้นเอง 

รูปนี้เป็นรูปที่ถ่ายเมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ที่สวน คาโจ้ (คาโจ้ โคเอน) เมือง ยามางาตะ

อย่ารอช้าไปชมกันเล้ย

 สองข้างทางเรียงรายไปด้วยซากุระ

 

สีตัดกับฟ้าสีฟ้าเมื่อแดดออก

บางช่อก็หล่นลงมาบนทางเดิน (เหมือนช่อดอกไม้เจ้าสาวเลยเน๊อะ)

 มาถึงทางเข้าสวน  ซากุระเรียงรายรอบสวนสวยมากๆ

 ด้านในเริ่มมีคนมาปูเสื่อรอชมดอกไม้กันแล้ว

มาดูด้างหลังของสวนกันบ้าง

 ถ้าจะเดินวนรอบๆสวนก็มีบันไดทางขึ้นหลายทาง รอบๆจะเป็นซากุระทั้งหมด

ต้นนี้ไม่ใช่ซากุระ แต่มันเด่นเพราะอยู่ท่ามกลางซากุระที่กำลังเบ่งบานเต็มที่

 เป็ดน้อยก็มาชมซากุระเหมือนกัน ท่าทางสบายใจไม่หยอก

 มาดูแบบใกล้ๆกันบ้าง

 เดินครบรอบกลัมมาตรงทางเข้า อีกซักรูป

ไม่จุใจ มาดูรอบดึกกันบ้างรูปนี้ถ่ายตอนเดินทางไปค่ะ

เค้าเปิดไฟส่องทำให้ซากุระกลายเป็นสีขาวตัดกับสีฟ้าตอนกลางคืน งามแต๊

มีรูปเดียวเพราะฝีมืิอต่ำ ฮ่าๆ จะเห็นเงาต้นซากุระ สะท้อนน้ำงามมาก

 

จบแย๊ววว ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมจ้า

ล้างบ้าน

posted on 13 Apr 2009 13:26 by doraaomon

     ตอนนี้สถาณการณ์บ้านเมืองรุนแรงน่าเป็นห่วง

เราอยู่ทางนี้ดูข่าวแล้วใจไม่ดีเลย

ไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม คนไทยเหมือนกัน ทำไปเพื่ออะไรอ่ะ

อยากให้คิดกันบ้าง ปิดถนนแล้วได้อะไร ใช้ความรุนแรงแล้วได้อ่ะไร

ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากเด็กอยากได้ของเล่น พอแม่ไม่ให้ไม่ได้ดั่งใจก็ทำลายข้าวของ

หยิบสายยางมาเปิดน้ำฉีดใส่ของทุกอย่างในบ้าน ฉีดมันเข้าไปจนกว่าจะได้ของเล่นใหม่

อยากบอกว่า พอเหอะ แม่คงไม่ออกมาตี

แต่แม่อาจจะย้ายบ้านหนี หรือเพื่อนบ้านผู้หวังดีอาจจะมายึดบ้านไปเลยก็ได้

ไม่มีใครอยากได้ลูกแบบนี้หรอก โตๆกันแล้ว สมองอ่ะมีบ้างมั้ย

เศรษฐกิจตกต่ำ บ้านเมืองย่ำแย่ คนไม่มีจะกิน

ยังจะมาทะเลาะกันหาอะไรอีก 

รายได้จากการท่องเที่ยวตอนนี้ไม่มีเหลือ ใครมันจะกล้ามา

ภาพมันรุนแรงขนาดนั้น  เห็นทุบรถกระโดดขึ้นไปยืนเต้นบนรถเมล์

เพื่อ อะไร เพื่ออะไร

เป็นคนป่ากันไปหมดแล้วหรือไงฟระ

เห็นแล้วโคตรเซ็ง     แก้ปัญหาโดยใช้กำลังนี่มันหมาขี้แพ้ชัดๆ

ไม่ได้เจาะจง สีไหนทั้งนั้น ไอ้ที่อีกฝ่ายยึดสนามบินก็ทีแระ

ใช้ฝ่าทรีนคิดหรือไง งามหน้ากันไปทั้งประเทศ

เอากันให้พอ สุดท้ายไม่มีบ้านอยู่แล้วจะรู้สึก

คนไทยนี่รักสะอาดเน๊อะ ล้างบ้านโชว์ทั่วโลก ในวันสงกรานต์

 

 ปล.นี่ไม่ใช่กีฬาสี เลิกเล่นกันได้แล้ว

ให้วันที่ว่างเปล่า

posted on 11 Apr 2009 18:43 by doraaomon

     เอนทรี่นี้อุทิศให้วันที่ว่างเปล่า่

ใครไม่อยากอ่านอนุญาติให้ข้ามโลด

เพราะมันคงไม่มีอะไร นอกจาก ความว่างเปล่า จริงๆนะเราเตือนคุณแล้ว

 

      เราไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้เราเหงาโคตรๆ

ตั้งแต่วันที่เค้าเลือกคนอื่น โลกของเราก็เปลี่ยนไป

เราใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

เชื่อว่าข้างนอกนั้น มีคนมากมายที่อาจจะเป็นคนนั้น

และซักวันหนึ่งเราคงได้พบกัน

มันไม่น่าจะยากเลย การที่จะค้นหาใครซักคนที่ใช่

แต่น่าเสียดายที่เราปล่อยเค้าไปด้วยความไม่รู้จักพอของตัวเอง

ทำไมเราต้องทำให้มันยุ่งยาก

ความรักมันไม่น่าจะยากขนาดนั้น

แต่มันก็ยากพอที่จะทำให้เราลืมคิดถึงใจของใครอีกหลายๆคน

ขอบคุณประสบการณ์ และความพ่ายแพ้

ที่ทำให้เรารู้ว่าโลกมันช่างโหดร้าย

ขอบคุณความผิดหวัง

ที่ทำให้รู้ว่าเราจะไม่ "ได้" ในสิ่งที่ต้องการเสมอไป 

และที่ตรงนั้นไม่จำเป็นต้องมีคนที่ "ใช่" เสมอไป

ขอบคุณความเขลา และการอยากเอาชนะ

ที่ทำให้รู้ว่าการประชดใครด้วยไปผูกมัดกับใครอีกคน

เป็นการสร้าง"เงื่อนไข" อีกมากมาย ให้กับชีวิต

ขอบคุณ เวลา ที่ทำให้รู้ว่า 

เราควร "คิด" ก่อนที่จะ "ทำ"

ขอบคุณเค้าที่ทำให้เราเรียนรู้จากความโง่ของตัวเอง

ขอบคุณตัวเราที่สร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตตัวเอง

 

 

ไปไม่เป็น

posted on 25 Mar 2009 19:47 by doraaomon

วันนี้เอารูปกวางที่ นารา มาดู

ทำไมในหัวมันมีเพลงนี้แว็ปเข้ามาก็ไม่รู้


  ไปไม่เป็น >>>>> ป้อม เกริกศักดิ์

 

..... ก่อนยังมีเธอที่ห่วงใย.....

 

 

 

ที่รู้ใจกันทุกอย่าง....

 

 

จนวันที่เธอแยกทาง..........

 

 

 

ทิ้งเราให้อยู่กลาง...ถนนกว้างไกล...ไปไม่เป็น

 

 

 

 

...เพราะเคยรักคนอยู่คนเดียว...

 

 

 

 

จะเหลียวหาใครจึงไม่เห็น....

 

 

 

 

 

จะไปทางไหนก็ยากเย็น...

 

 

 

 

ไปไม่เป็นเพราะเธอ....

 

หนูเมือง (4)

posted on 07 Mar 2009 19:26 by doraaomon

     ที่มุมหนึ่งของลังใส่ผัก....

เจ้าหนูตัวเล็กนั่งตัวสั่นอยู่อย่างเงียบๆ แต่ก็มองมาที่มันอย่างสนใจ

 

" เกือบจะไม่รอดแน่ะ" เจ้าหนูตัวเล็กพูด

 

"โชคดีที่หลบทันนะเจ้าตัวเล็ก" มันพูด

 

"แต่บางที โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเราเสมอไปหรอก...

พวกมนุษย์น่ะ ไม่ชอบหนูอย่างพวกเราหรอก...คอยดูสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงจะเอา

กับดักหนูมาวางล่อเรา" เจ้าตัวเล็กบ่น

 

"กับดักหนูเหรอ" มันถามอย่างสนใจ

 

"ใช่...นายไม่รู้จักหรอกเหรอ...มันเป็นกล่องที่มีอาหารวางล่อไว้ข้างใน 

แล้วถ้านายหิวมากๆจนทนไม่ไหวและผ่านมาเห็นมันแล้วล่ะก็

นายก็จะวิ่งเข้าไปหามันอย่างรวดเร็ว...เมื่อนั้นแหละ ประตูกล่องก็จะปิดลง

ทิ้งนายไว้กับอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนที่พวกมนุษย์จะเอานายไปกำจัดทิ้งซะยังไงล่ะ"

 

"แล้วทำไมพวกนั้นถึงต้องอยากกำจัดพวกเราด้วยล่ะ" มันยังคงไม่เข้าใจ

 

"ก็เพราะพวกนั้นเห็นพวกหนูอย่างเราๆไม่มีค่ายังไงล่ะ

สำหรับมนุษย์น่ะ พวกเราก็เป็นแค่สิ่งสกปรกโสโครกที่จำเป็นจะต้องกำจัดทิ้งไปเท่านั้นเอง"

 

"........................." มันนั่งฟังอย่างเงียบๆ และพยายามที่จะเข้าใจ ความเกลียดเหล่านั้น

 

"นายไม่ต้องสงสัยไปหรอกว่าทำไม ความเกลียดน่ะ มาคู่กันกับสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์เสมอ

พวกนั้นน่ะ ไม่เคยคิดหรอกว่าทำไมต้องกำจัดเรา พวกเค้าแค่รู้แต่ว่า เมื่อไหร่ที่เจอเราเข้า

ก็ต้องกำจัดให้หมดไปเท่านั้นเอง"

 

"แล้วไม่มีทางที่เราจะเปลี่ยนความคิดของพวกนั้นเลยเหรอไงนะ" มันยังคงตั้งคำถาม

 

"จะเปลี่ยนได้ยังไงล่ะ ในเมื่อพวกเราสื่อสารกับมนุษย์ไม่ได้...พวกมนุษย์น่ะ

ไม่เคยคิดที่จะทำควาเข้าใจในสิ่งที่พวกเค้าไม่คิดจะใส่ใจหรอก..........

แต่ก็มีพวกหนูบางประเภทนะที่มนุษย์ชื่นชอบ และไม่คิดจะฆ่า.. อย่างเจ้าพวกสวยงาม

มีขนสีขาว หรือ เจ้าพวกขนยาวหน้าตาน่าเอ็นดูที่อยู่ในร้านขายสัตว์เลี้ยงนั่นไง

เจ้าพวกนั้นน่ะ มนุษย์บางพวกเห็นว่าน่ารัก เอาไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงขังไว้ในกรง

แล้วก็คอยให้อาหารไง" เจ้าตัวเล็กเล่ายืดยาว

 

"แต่ว่า...ถ้าไม่ได้อยู่อย่างอิสระ การมีอยู่ของชีวิตก็ไร้ความหมายน่ะสิ" มันพูด

 

"ที่นายพูดมาเมื่อกี้ มันก็ถูกน่ะ ..เราเองก็อยากมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ

ถึงแม้ว่าจะต้องเสี่ยงตายไปวันๆแบบนี้ มากกว่าที่จะต้องอยู่อย่างปลอดภัย

ในกรงแคบๆแบบนั้นจนตาย"

 

"นั่นสินะ...แต่ว่า...หนูบางตัวก็ไม่ได้ถูกกำหนดมาให้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสมอไปหรอก...จริงมั้ย"

 

"อืม...บางครั้งเราก็ถูกกำหนดให้ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรซักอย่างเลยงั้นสินะ" เจ้าตวเล็กเริ่มตั้งคำถาม

 

"ใช่...แต่คงเศร้าน่าดูนะถ้าต้องถูกกำหนดมาให้เป็นแบบนั้น"

 

"บางทีนะ....ชีวิตอาจจะมีไว้ให้เราใช้อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้ล่ะมั้ง....

ไม่ว่ามันจะถูกกำหนดเอาไว้อย่างไรก็ตาม" แล้วเจ้าหนูตัวน้อยก็เดินจากไป

 

".........." มันนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนาน.........

คิดถึงสิ่งที่มันได้พบเจอมาตั้งแต่วันที่มันออกมาจากท่าระบายน้ำนั่น

ดูเหมือนว่า คำตอบของการมีชีวิต นั้นจะได้ถูกเปิดเผยออกมา

ให้มันเข้าใจมากขึ้นแล้ว........... ในตอนนี้มันรู้สึกโล่งใจ

คำถามที่อยู่ในใจมันมานานถูกตอบโดยบทสนทนาโดยบังเอิญของมัน

และเจ้าหนุตัวเล็กตัวนั้น.....ใครจะรู้ ว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก หรือ ผิด

มันไม่ได้สนใจอีกต่อไป....เพราะมันเข้าใจแล้วว่า 

ในขณะที่มันยังคงมีสิทธิ์ และยังมี อิสระที่จะ เลือก

มันก็ควรจะเลือกเดินในทางที่มันอยากจะไป และหาความสุขให้ได้

มากที่สุดในระหว่างทางที่มันมีเหลืออยู่

 

     เมื่อคิดได้ดังนั้นมันก็เริ่มออกเดินอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้มันจะเดินอย่างสบายใจ และไม่รีบร้อน

และจะสนุกกับทุกทางที่มันเลือกเดิน

 

     มันเริ่มเดินออกไปในความืด

อย่างไม่รีบร้อน....มันได้กลิ่นหอมของเนื้อโชยมา

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่มีอะไรตกถึงท้อง

ตั้งแต่มันเข้ามาหลบอยู่ในครัว

มันเดินตามกลิ่นนั้นไป.....

ไม่นานมันก็พบกับเนื้อชิ้นเล็กๆที่ถูกแขวนอยู่

มันเดินผ่านซอกเล็กๆไปที่เนื้อชิ้นนั้นอย่างหิวโหย

และเริ่มกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย....

ทันใดนั้นเอง..ประตูกรงก็ปิดลง...

มันวิ่งวนไปรอบๆอย่างแตกตื่น....

วินาทีนั้นมันนึกถึง................กับดักหนู

 

 

จบ..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮ้ออออ จบแบบนี้เพื่อนๆจะสะทือนใจมั้ยเนี่ย