วาดรูปเล่น

posted on 18 Oct 2010 03:41 by doraaomon
     ห่างหายจากบล๊อกมานานมาก
 
มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็...นะไมีมีอะไรจะเล่า
 
วันนี้มีโอกาสได้มีเวลาเข้าเน็ท เลยเข้ามากวาดบ้านซะหน่อย
 
เอารูปที่เคยวาดๆไว้มาลงดูละกัน
 
ดูกันเล่นๆเพลินๆ
 
 
 
เป็นเรื่องของนกตัวหนึ่งที่บินไปไหนซักแห่งที่มันเองก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจ
 
 
ค่ำคืนเป็นเวลาที่ทำให้มันรู้สึกสงบอยู่เสมอ
 
 
และบางครั้งเสียงเพลงก็ทำให้ค่ำคืนนั้น ไม่ว่างเปล่าจนเกินไป
 
 
แม้แต่ในที่ๆเงียบที่สุด ก็อาจจะถูกปลุกขึ้นมาได้ด้วยเสียงเพลง มันเชื่อเช่นนั้น
 
 
 
 
 
วันนี้แค่นี้ก่อน

(ไม่) พอใจในสิ่งที่มี

posted on 29 Mar 2010 10:51 by doraaomon

     ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ก็ต้องมี รัก โลภ โกรธ หลง วนเวียนไปเรื่อย

ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นจุดเกิดของ ทุกข์ แต่ก็ตัดมันออกไป.....ยากเหลือเกิน

สิ่งหนึ่งที่เรามีมาตลอดคงจะเป็น ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่แหละ

แต่โดยส่วนตัวแล้วสิ่งเหล่านั้นมันเกิดมาจาก สิ่งที่ เคยมี เคยได้ เคยเป็น นี่น่ะสิ

ถึงสำนึกได้ว่า ลำบากตอนเด็กมันดีกว่าลำบากตอนแก่จริงๆด้วย

สิ่งที่เคยมี แล้วตอนนี้ไม่ได้มีแล้วเมื่อหวนไปคิดมันก็บั่นทอนไม่ใช่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ตั้งแต่ เงินทอง ไปจนถึงครอบครัว

สิ่งที่เคยได้มาตลอด พอมาวันหนึ่งเกิดเปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่เราอยากได้ แต่ไม่สามารถหามาได้แล้ว

คิดแล้วมันก็กลุ้มดีแท้ 

สิ่งที่เคยเป็น ตัวตนในด้านที่ดีเมื่อก่อน ที่มองอะไรเต็มไปด้วยความหวัง

ถ้าตอนนี้เป็นได้อย่างนั้นก็คงจะดี

 

พูดไปก็เหมือนมาบ่นโดยที่ไม่พยายามทำอะไรซักอย่าง

แต่ก็พยายามแล้วนะ พยายามจะอยู่กับสิ่งที่มันจำกัดมากๆแล้ว

พยายามจะสุข และ สนุก ไปกับมันให้ได้ จนบางทีก็เหมือนว่าจะทำได้สำเร็จ

แต่เหมือนแกล้ง ความรู้สึกแย่ๆมันแค่ไปแอบอยู่ตามความมืด

รอวันที่พลังเราลดลง แล้วมันก็จะกลับมา

 

จะบอกว่าไม่ว่าใครก็คงเคยเป็นแบบนี้

ในวันที่อ่อนแอ ปัญหามันเข้ามาโจมตีเราเสมอ

คนชนะคือคนที่ลุกขึ้นยืนได้ก่อน คนแพ้คือคนที่ไม่เคยคิดจะยืนขึ้นด้วยตัวเอง

 

แค่นั้นเอง

     ควัญหลงจากวาเลนไทน์ และ ไวท์เดย์ เนื่องจากไม่ได้อะไรกะเค้าเลย

ตอนแรกไม่รู้สึกอะไร ตอนนี้เริ่มรู้สึกแล้ว ทำเองก็ได้ฟระ 

เนื่องจากไม่เคยทำมาก่อน จึงเลือกสูตรที่ง่ายสุดๆมาลองดู 

สูตรมีดังนี้

1.Chocolate   300g.

2.Whipping Cream 125 g.

3.Rum  2 teaspoon

4.Cashew Nut

5.Cocoa Powder

 วิธีทำ

1.Chocolate  

ส่วนประกอบอย่างแรกก็มีปัญหาซะแล้ว ซื้อ Chocolate แบบไฮโซมาแค่ 150 g.

เลยเอา  Chocolate กระโหลกกะลาราคาถูกที่มีอยู่ที่บ้านมาปนๆไปให้ครบ 300 g.

เอา Chocolate ทั้งหมดมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆจะได้ละลายง่าย ใส่ไว้ในชามที่จะผสม

เสร็จแล้วก็พักไว้ก่อน

 

2.Whipping Cream 

เอา Whipping Cream ใส่ไปในหม้อตั้งไฟจนมันเริ่มเดือด 

 

เท Whipping Cream ลงไปในชาม Chocolate เมื่อกี้ และเติม Rum ลงไป

แล้วก็คนเบาๆจนมันละลายเข้ากันดี เสร็จแล้วเอาเข้าตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 8 ชม.

 

** ถ้าส่วนผสมเริ่มแข็งตัวก่อนที่จะละลายเข้ากัน

ให้เอาหม้อใส่น้ำตั้งไฟ ใส่ชามส่วนผสมทั้งชามลงไปในหม้อ (ระวังอย่าให้น้ำกระเด็นเข้าชาม)

แล้วก็คนต่อไปจนมันละลายเข้ากัน

 

 

ส่วนหน้าที่จะคลุก วันนี้อยากทำสองแบบ แบบถั่ว กับ แบบผง cocoa

3.Cashew Nut    และ  Cocoa powder

Cashew Nut  เทใส่ชามเอามาบดๆทุบๆให้แตก

Cocoa powder  เทใส่ชาม

ผ่านไปแล้วได้เวลาเอาออกจากตู้เย็น เอาช้อนมาขูด Chocolate แล้วก็ปั้นให้เป็นกลมๆ

เสร็จแล้วก็ไปคลุกกับถั่ว หรือ Cocoa powder 

***ถ้าอากาศร้อนมากเวลาัปั้น Chocolate อาจจะละลายจนปั้นลำบาก

ให้เอาใส่ตู้เย็นใหม่รอเย็นแล้วมาปั้นต่อจ้า

เสร็จแล้วใส่ถ้วยเสริฟ

 

 

 

 

 

จบอย่างเข้มแข็ง

posted on 09 Mar 2010 16:45 by doraaomon

     หลายเดือนมาแล้วที่มีเพื่อนส่งเรื่องของผู้ชายคนนี้มาให้ดู

 ยอมรับว่าเมื่อดูจบได้อะไรมากมาย หลายๆคนคงเคยได้เห็นเรื่องของคนๆนี้มาบ้างแล้ว

nick vujicic
   
เรามารู้จักเค้ากันดีกว่า
 
 <object width= " title=" " class="" />

   

  nick vujicic เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1982 ที่ Melbourne Australia

เค้าเป็นเด็กพิการแต่กำเนิด โดยไม่มีขาและแขนทั้งสองข้าง มีแค่ขาเล็กๆและนิ้วเท้าสองนิ้วเท่านั้น

เค้าเข้าโรงเรียนตามปรกติ และเรียนเขียนหนังสือโดยใช้นิ้วเท้าทั้งสองข้าง

เค้าเติบโตมาอย่างยากลำบากเพราะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนให้ตัวเองสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ

ได้อย่างเช่นคนปรกติธรรมดา เค้ามีช่วงเวลาในวัยเด็กที่แสนจะเจ็บปวดเนื่องจากถูกเพื่อนๆรังแก

และเคยคิดที่จะฆ่าตัวตายตั้งแต่เมื่ออายุเพียง 8 ขวบ แต่แล้วแม่ของเค้าก็ช่วยให้เค้าอยากมีชีวิตต่อไป

เมื่อแม่ของเค้าเอาข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้เ้ค้าดู มันเป็นข่างเกี่ยวกับชายพิการคนหนึ่งซึ่งพยายาม

จะใช้ชีวิตให้ได้อย่างปรกติ เค้าจึงคิดได้ว่าเค้าไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้

เมื่ออายุ 17 ปี เค้าก็เริ่มการพูดสุนธรพจน์ให้แก่กลุ่มสวดมนต์ของเค้า และต่อมาไม่นานก็เริ่ม

ก่อตั้งองค์กร ชื่อ Life Without Limbs ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้คนได้รู้จักความรัก และความหวัง จากศาสนา

นิค เดินทางไปทั่วโลกเพื่อที่จะกล่่าวสุนทรพจน์สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทั่วไป

โดยส่วนมากจะพูดกับวัยรุ่นและปัญหาต่างๆ ที่วันรุ่นต้องเผชิญ

     อยากให้คนที่คิดว่าตัวเองกำลังหมดหวัง ท้อแท้ เจอปัญหา มีกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาสู้ต่อไป

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวของผู้ชายคนนี้แล้ว มันไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องมีพร้อมทุกสิ่ง 

ไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องท้อแท้เพราะว่าเราขาดอะไรไป ในเมื่อทุกคนมี "ใจ" เหมือนๆกัน

พลังทุกอย่างซ่อนอยู่ข้างในเสมอถ้า  "ใจ" เราแข็งแรงซะอย่าง เหมือนที่ นิค พูดไว้

 

"เมื่อคุณล้มและคิดว่าไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาใหม่ คุณคิดว่าคุณมีความหวังมั้ย ให้มองที่ผม

ไม่ว่าจะล้มลงและพยายามกี่ครั้งก็ยังไม่สำเร็จที่จะลุกขึ้นมา ให้พยายาม และพยายาม ต่อไป

สิ่งที่สำคัญคือว่าคุณจะทำให้มันจบลงแบบไหน คุณอยากจะทำให้มันจบอย่างเข้มแข็งมั้ย"

 

ทุกคนอาจจะไม่ได้ทำสำเร็จตามที่ฝันไว้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณได้พยายามทำมันแล้วต่างหาก

 

ขอบคุณข้อมูลจาก 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Nick_Vujicic

http://www.lifewithoutlimbs.org/index.php

สิ่งใดมีขึ้นย่อมมีลง

posted on 30 Jan 2010 20:05 by doraaomon

หลังจากใช้ชีวิตในโลกต่างด้าว ที่ไม่สนใจภาษาอื่นนอกจากภาษาพ่อแม่มัน (ญี่ปุ่น) มาได้ซักพัก

เราก็ได้เรียนรู้ว่า การใช้ชีวิตในประเทศต่างด้าวเยี่ยงประเทศนี้

มันมีผลกระทบต่อ ความรู้สึกอย่างเลี่ยงไม่ได้

จะว่าไปความรู้สึกของคนเรามันก็มีขึ้นอย่างไรมันก็มีวันลงเช่นนั้น

จะลองเปรียบเทียบดูกับ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ หรือ Product life cycle ดูนะ

 

ตามตำรา Marketing เค้าว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างนั้นมันก็จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามวงจรของมัน

ซึ่งจะว่าไปมันช่างละม้ายคล้ายกับการเวียนว่ายตายเกิดของความรู้สึกของข้าพเจ้าซึ่งมีต่อ

เกาะยุ่นแห่งนี้นี่เอง

ทีนี้มาดูกันว่า Product life cycle นั้นมีอะไรบ้าง

 

 

1 ขั้นแนะนำ หรือ Introduction stage

 

ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผลิตภัณฑ์ เข็นตัวเองเข้าสู่ตลาด ดังนั้นผลกำไรอะไรต่างๆก็แทบจะไม่มี

แถมยังจะต้องหลอกล่อให้ผู้บริโภคหันมาลองใช้ผลิตภัณฑ์ดูอีกด้วย

 

เฉกเช่นกับข้าพเจ้า ชาวกระเหรี่ยง ซึ่งเหยียบย่างเท้าเข้าสู่ประเทศสุดศิวิไลย์นี้ในครั้งแรก

สายตาพร่ามัวไปกับความแตกต่าง ที่แสนจะแปลกแยกไปในทางที่เจริ๊ญเจริญกว่าถิ่นที่ได้จากมา

และอยากจะเข้าใกล้ชาวต่างดาวของเกาะเล็กๆนี้ เพื่อจะได้รู้ว่าพวกเค้าทำกันยังไง

ให้ประเทศเล็กๆแห่งนี้มันพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งได้เพียงนี้

ว่าแล้วก็แนะนำตัวเองกับชาวยุ่นรอบตัว พยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่กะฝูงยุ่น

เพื่อนเรียนรู้และทำความเข้าใจความเป็นคนของชาวยุ่นให้ได้

 

2 ขั้น เจริญเติบโต หรือ Growth stage

 

ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผลิตภัณฑ์เจริญเติบโต คนรู้จักมากขึ้น เริ่มมีการลดแลกแจกแถมโปรโมชั่นต่างๆ

ถ้าจะพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ก็ต้องทำกันในช่วงนี้  เพื่อรักษาสถานะในตลาดเอาไว้

 

เฉกเช่นเมื่อนังกระเหรี่ยง เริ่มได้เข้าไปเวียนว่ายอยู่ในกระแสสังคมของคนญี่ปุ่นมากขึ้น 

เรียกได้ว่าเกือบจะตลอดเวลา ขึ้นนี้เปรียบเสมือนดอกไม้ผลิบานยามเช้า มองไปทางไหน

ก็ช่างบันเทิงเริงใจ เริ่มพูดจาสื่อสารกับชาวต่างดาวได้เป็นคำๆ เริ่มออกไปไหนมาไหนคนเดียวได้

มองไปทางไหนก็ช่างสวยงาม เป็นระเบียบ แวดล้อมด้วยธรรมชาติ แทบจะโรยด้วยกลีบกุหลาบทุกก้าวเดิน

 

3 ขั้นเติบโตเต็มที่ หรือ Mature stage

 

 เป็นขั้นที่ผลิตภัณฑ์ได้มาถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว ยอดขายอาจจะเพิ่มจนขีดสุดและเริ่มตกลง

เนื่องจากมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ผลกำไรจะเริ่มลดน้อยลงตามมา

 

ช่วงนี้เปรียบได้กับเมื่อกระเหรี่ยงตาดำๆ ได้สัมผัสความเป็นคนของชาวต่างด้าวมาได้ระดับหนึ่ง

และเริ่มรับรู้ถึงด้านเสียๆที่ค่อนข้างยากจะเข้าใจของชาวเกาะแห่งนี้ รวมไปถึงการพัฒนาทางภาษา

ที่มิได้หยุดนิ่งทำให้เริ่มฟังในสิ่งที่ไม่ควรจะฟังออกได้ในระดับหนึ่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมีให้

แบบสุดขีดโปรโมชั่นก็เริ่ม ลดลงเพราะเริ่มค้นพบว่า การเฟคใส่กันในบางครั้งนั้น เป็นสิ่งที่เกาะ

แห่งนี้เรียกว่า มารยาท นั่นเอง และกระเหรี่ยงที่เกลียดการเฟคนั้น ก็เปรียบเสมือนคนบ้านป่าเมืองเถื่อน

ที่ควรคู่แก่การนินทาในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม เนื่องจากกระเหรี่ยงโง่ๆ

ที่พูดภาษากระท่อนกระแท่นเป็นคำๆ คงจะไม่เข้าใจขาเมาส์ชาวยุ่นหรอก ดังนั้นนินทา มันต่อหน้านี่แหละ

สะใจดี เหอๆๆๆ

 

4 ขั้น decline stage ขั้นถดถอย

 

 ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผลิตภัณฑ์ เริ่มถดถอย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของยอดขาย หรือกำไร 

ทุกอย่างดูจะร่วงโรย เพราะได้ฝ่าฟันมาจนผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ดังนั้นช่วงนี้

ถ้าอยากจะยังอยู่ในตลาดได้ จะต้องมีการพัฒนา เพิ่มเติม หรือ แตกสาย product line กันไป

 

เฉกเช่นการพบสัจธรรมของกระเหรี่ยงน้อยตาดำๆ เมื่อได้ตาสว่างเสียที อาจจะต้องถึงเวลา

ที่กร